Tuesday, April 12, 2011

Asnee & Pramote visit Penang

อัสนีและปราโมทย์ไปเที่ยวปีนัง 

บ่ายวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน ผมและเพื่อนชาวเสก็ตเชอร์ชื่อปราโมทย์ ก็พากันปีนขึ้นรถไฟตู้นอนชั้นสอง มุ่งหน้าสู่ปีนังแหล่งช๊อบปิ้งเมืองนอกสุดฮิตสมัยคุณป้ายังสาว (คือสมัยผมเป็นเด็กนั่นเอง เพราะสมัยนั้นลอนดอน, อิตาลี่, ดูไบ อะไรเหล่านี้ยังอยู่ไกลสุดเอื้อมครับ) การขึ้นรถไฟนี่ ผมชอบครับ ทั้งๆที่มันไม่ได้สะบายบรื๋ออย่างที่ควรจะเป็น แต่บรรยากาศของการเดินทางโดยรถไฟก็ยังทำให้ผมขนลุกขนชันด้วยความตื่นเต้นสุดสยองอยู่เสมอ, ถ้าคำของผมฟังไม่จูงใจเท่าที่ควร ก็ช่วยกันทำใจแทนด้วยนะครับ เพราะผมอยากให้รถไฟไทยก้าวหน้าทันโลกกับคนอื่นเขาซะทีจริงๆ แล้วผมคงมีเรื่องเล่าการเดินทางด้วยรถไฟเยอะขึ้นเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ไหนๆก็ขึ้นรถไฟไปแล้ว ก็ขอนำสิ่งที่เห็นบนรถไฟมาประกอบด้วยครับ เรื่มด้วยหน้าตาที่นั่งและเล็กๆน้อยๆของชีวิตบนรถไฟก็แล้วกัน



It was 3 PM on Friday 12th, June 09, when Pramote and I boarded a 2nd class sleeper train heading for Penang. Penang was a popular destination our anties used to go shopping when London, Paris or Dubai were not as common as today.
I love travelling by train and never failed to get so excited despite having always wished the Thai rail service was half as good as other (3rd world) countries!
However, let's get on with a little somethings about the train I was on. The train seat arrangement that transformed into double level bunk bed at 8.30 PM and a glimps of night life on boards.



ที่นั่งซึ่งเปลี่ยนเป็นเตียงนอนสองชั้นตอนกลางคืน และผู้โดยสารเตรียมตัวเข้านอน
เรื่องรถไฟชักทำเขว เอาเป็นว่าเราก็ขึ้นรถไฟจะให้ถึงบัตเตอร์เวิร์ธแล้วลงเรือข้ามฟากไปขึ้นฝั่งปีนัง ปีนังเป็นเกาะครับ เนื้อที่เท่าไหร่ขอติดไว้ก่อนครับ รวมทั้งจำนวนประชากร ก็ขอติดไว้เช่นกัน เวลาตามกำหนดก็จะถึงบัตเตอร์เวิร์ธราวบ่ายโมงวันรุ่งขึ้น รวมเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯประมาณ 22 ชม.
อย่างไรก็ตาม จากการคุยกับพนักงานรถไฟก็ได้ความว่า เวลารถไฟเป็นเวลายืดหยุ่น การผ่านด่านตรวจที่ปาดังเบซาร์จะใช้เวลาประมาณ 3 ชมเป็นอย่างน้อย ผู้โดยสารต้องลงตรวจออกจากเมืองไทยแล้วต่อด้วยการตรวจเพื่อเข้าเมืองมาเลย์พร้อมกระเป๋าสัมภาระทั้งหมด จากนั้น ก็จะเดินทางต่อไปบัตเตอร์เวิร์ธเพียง 3 รถตู้จากจำนวนทั้งหมดประมาณสิบกว่ารถตู้ ท้ายสุด ก็จะมึความเป็นไปได้สูงที่จะถึงจุดหมายปลายทางได้ช้ากว่ากำหนดสักชั่วโมงสองชั่วโมงซะกระมัง
เล่นเอาต้องรีบนอนทำใจแต่หัววัน สักสองทุ่มครึ่งกระมังครับ เวลามารตฐานการทำที่นั่งให้แปลงกายเป็นเตียงนอน ทั้งเตียงบนและล่าง
อย่างไรก็ตาม (ครั้งที่ 2) เมื่อรถไฟถึงหาดใหญ่ตอน 7 โมงเช้า เราก็ตัดสินใจโดด (ที่จริงก็เดินลงธรรมดานี่เอง แต่ใช้สำนวนตามที่มันควรจะเป็นเพื่อความเหมาะสมเท่านั้น) ลงจากรถไฟ แล้วมุ่งหน้าเข้าร้านบากุตเต๋ (ซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนและเผ็ดด้วยพริกไทย สไตล์สิงคโปร์ครับ)
เหตุผลการสละรถไฟก็ง่ายๆว่าเพื่อนท่านที่เดินทางด้วยเป็นผู้คุ้นเคยกับหาดใหญ่เป็นอย่างดีและก็เกิดคิดถึงเพื่อนเก่าเจ้าประจำร้านบะกุดเต๋รสเด็ดของหาดใหญ่ขึ้นมากระท้นหันในเช้าที่รถไฟวิ่งเข้าสถานีพอดี
เราก็เลยแวะกินอาหารเช้าที่หาดใหญ่นี่แหละครับ

Let's not let the train derail my destination, we were scheduled to reach Butterhworth 22 hours later on Sat 1 PM. The train attendant good naturedly informed us that the train was very lightly to be a few hours late due to the usual long and boring immigration check at Padung Besar.
The information seemed to call for some digestion, so we went to bed early, in line with the nearby few fellow travellers.
By 7 AM, we magically reached Haad Yai, as scheduled! However, by another magical train of events, Pramote gave us a solid reason to disown our seats to Butterworth. You see, Pramote was no stranger to Haad Yai, he knew Haad Yai like his own palm. And at exactly the moment the train reached Haadyai station he recalled vividly of the famous pork rib soup not far from the station. So, off we went.

รูปด้านล่างคือร้านบะกุ๊ดเต๋ที่ว่าครับ มีโอกาสก็แวะลองได้เลย ผมไม่ได้มีส่วนอะไรนะครับ บอกได้แค่ว่า รสชาดเขาเยี่ยมทีเดียว

Pictured below, the famous herbal pork rib soup or Bakut Teh, Singapore style, was really worth the train jump. Don't just believe me but do check it out the next time you are around the area. Go early as the shop closes at 2 PM!

เอาเป็นง่ายๆว่า เมื่ออิ่มจากอาหารเช้าที่รสชาดเข้าเหงื่อเข้าไคลแล้ว เราก็ต่อรถตู้เข้าเมืองปีนังโดยตรง โดยเข้าทางด่านสะเดาแทนที่จะเป็นด่านปาดังเบซาร์แบบรถไฟ ไม่ต้องวุ่นวายกับการลงเรือข้ามฟาก (ferry ครับ แบบที่ใช้ข้ามไปเกาะช้างจากตราดนั่นแหละครับ) รถตู้ 12 ที่นั่งก็วิ่งไปส่งถึงที่พักเลย ตอนประมาณบ่าย 2 โมง ก็ไม่มีโอกาสเสาะถามให้มากความว่ารถตู้วิ่งเร็วหรือช้ากว่ารถไฟหรือไม่หรือจะมากน้อยกว่ากันอย่างไร เอาเป็นว่าถึงเหมือนกันเป็นใช้ได้ก็แล้วกันนะครับ
ลืมเล่าตอนเรื่มต้นเรื่อง ถึงจุดประสงค์ของการโดดขึ้นโดดลงรถไฟไปครับ ว่า เราผู้สูงอายุทั้งสอง เดินทางมาปีนัง ไม่ได้เพื่อช๊อบปิ้งอย่างที่คุณป้าทำตอนยังสาวนะครับ แต่เรามีจุดประสงค์ในการท่องเที่ยววาดรูปครับ เป็นทัศนศึกษาเพื่อความรู้เป็นการเปิดหูเปิดตา อย่างที่เด็กนักเรียนทำกันนั่นแหละครับ แต่นี่เราทำกันเอง ไม่มีผอ. ที่บ้านเป็นผู้นำก็เลยระหกระเหินกันเล็กน้อย แต่เราก็แน่ใจว่า พอจะดูแลตัวเองได้ครับ อายุก็ปูนนี้แล้วนี่
ที่พ้กของเราเป็น guest house เล็กๆที่ดัดแปลงจากบ้านสองชั้นที่มีลักษณะฝรั่งปนตะวันออกซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของปีนังที่อยู่ในโครงการอาคารอนุรักษ์ ได้รับการคุ้มครองรักษาเพื่อการศึกษาและเป็นสมบัติส่วนรวมต่อไป อาคารลักษณะนี้มีหลายแห่งที่ดัดแปลงเป็นโรงแรมที่พัก ส่วนใหญ่เป็นโรงแรม 5 ดาว แต่ที่เราพักนี้ (Hutton Lodge) เป็นแบบ guest house มีอยู่เพียงสิบกว่าห้อง ส่วนใหญ่เป็นแบบห้องน้ำรวมครับ ราคาก็ย่อมเยา (ประมาณ 1000 บาท/คืน)

When we got a better control of our sweat, we took a 12 seat van to Penang via Sadao check point instead of Padung Basar. The van saved us the trouble of going through the ferry routine and brought us directly to the island. We reached our destination by about 2 PM without really knowing if we made it earlier or later than the train. Does it matter with the Bakut Teh thrown in?
Before we went too far, just'd like to mention that we were not on our shopping spree as our grand aunts did but to see and capture Penang, a lovely and close by Malaysian town on paper and colors. This is how we would like to see the world, just like any kid would, yes, as it is at our age and we will do it before it's too late!
Our accommodation in Penang was a lovely heritage guest house of a moderate rate with great locality, just off the major Penang Road.

ที่พักอยู่ค่อนข้างกลางเมือง เราออกมาเดินเที่ยวตลาดปีนัง ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทยในยุคหนึ่ง ไม่ทราบว่ายังนิยมในปัจจุบันหรือไม่ ตลาดเช้าเหมือนกรุงเทพมาก
We took a stroll at the Penang Market where all Thai hi-so used to once flock. Not so sure if it is still the IN place though!
ปีนังส่วนกลางเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชื่อ George Town เป็นส่วนที่ตั้งของการบริหารและธุรกิจตั้งแต่สมัยอังกฤษปกครอง สังเกตุเห็นได้จากหลายๆมุมมองด้วยอาคารสูง Comtar ซึ่งเป็นอาคารสูงหลังแรกและแห่งเดียวในปีนังครับ
ปีนังต่างจากเมืองอื่นๆในมาเลย์เซียตรงที่เป็นเมืองที่มีชาวจีนอยู่มากที่สุดครับ การที่มีชาวจีนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นทำให้เป็นเมืองที่รุ่งเรืองมากด้านเศรษฐกิจ จนถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นทีสอง รองจากกัวลาลัมเปอร์อันเป็นเมืองหลวงเองเลยทีเดียว กล่าวได้ว่า ปีนัง เป็นเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจทัดเที่ยมได้กับโยโฮบารูห์ ซึ่งก็มีคึกคักด้านเศรษฐกิจอย่างสูงเพราะเป็นเมืองที่อยู่ติดกับสิงคโปร์เลย
นอกจากอาคารต่างๆที่มีอิทธิพลตะวันตกอันได้จากการอังกฤษสมัยก่อนรับเอกราษฎร์แล้ว อาคารที่แสดงออกถึงศาสนาอิสลามก็มีให้เห็นอยู่มากมาย เช่นโบสถ์แขกใหญ่สง่าสวยงามกลางเมืองนี้ครับ
ในปีนัง ชาวจีนมีบทบาทไม่แต่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงอาคาร สถาปัตยกรรมและประเพณี วัฒนธรรมด้านอื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารสมาคมและวัดต่างๆที่สร้างขึ้นโดยคนรวยล้นอำนาจของตระกูลต่างๆ ไม่ผิดกับกลุ่มมาเฟียของอิตาลี่เลยแหละ
มีวัดมากมายในปีนังที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่มักซ่อนอยู่หลังตึกแถวธรรมดาทั่วไปริมถนน
เช่นวัดของตระกูลแซ่ๆหนึ่ง ซึ่งมีทางเข้ากว้างเพียงหนึ่งคูหาเหมือนร้านค้าอื่นทั่วไป
ภาพแสดงตำแหน่งวัดหรืออาคารสมาคมที่งดงามซ่อนอยู่ในกลุ่มอาคารและการรักษาบูรณะคืนสู่สภาพสมบูรณ์เพื่อเป็นมรดกตกทอดถึงสังคมปัจจุบันและอนาคต

ผมขอจบตอนแรกของการเที่ยวปีนังครับ ถือเป็นการหอมปากหอมคอนะครับ ผมจะมีปีนังตอนที่สองครับ และหวังว่า คงจะเป็นที่สนใจบ้าง

Saturday, March 19, 2011

ความเป็นมา 2: กะดีจีน กุฎีขาว

กลุ่มผู้รักการวาดรูปจากสถานที่จริง แทนการสร้างภาพพจน์ในห้องวาดรูปได้มีโอกาสพบกันครั้งแรกที่ท่าเตียนเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กค 2552 การพบกันครั้งนั้น ได้เป็นประกายอันก่อให้เกิดเป็นกลุ่ม Bangkok Sketchers ในโอกาสต่อมา อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้รักการวาดรูปอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง (แต่เน้นความสุขอันเกิดจากมิตรภาพ กาแฟรสดี และอาหารอร่อยๅ)ก็นัดกันไปเยือนชุมชนกุฎีจีนอีกครั้ง เพื่อให้สมาชิกกลุ่มบางคนได้สัมผัสชีวิตชุมชนประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่น่าสนใจชวนศึกษา
อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า การซึมซับสัมผัสชีวิต ความเป็นอยู่ อารมย์และความเป็นตัวตนของผู้คนและสถานที่ต่างๆนี้ เป็นแก่นของกิจกรรมที่ชาวบางกอกเสก็ตเชอร์คงได้ยึดถือปฏิบัติมา, จะโดยเจตนาและตั้งใจหรือไม่ก็ตาม,จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน และควรเป็นแก่นหรือใจของกลุ่มตลอดไป
การไปเยี่ยมชุมชนกุฎีจีนครั้งที่ 2 ในวันศุกร์ที่ 17 กค 2552 ประกอบด้วยปราโมทย์ อ.อาย ตะวันและอัสนี โดยเริ่มต้นที่วัดกัลยานิมิตร แล้วต่อไปที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม และมัสยิดกุฎีขาว ไปจบเอาที่วัดอรุณในตอนเย็น


อ.อายและปราโมทย์ กับกองเสก็ตช์ในศาลเจ้าแม่กวนกิม ย่านชุมชนกุฎีจีน

การออกเสก็ตช์หมายถึงการรับรู้ เห็น ได้ยินและรู้สึก ในสรรพสิ่ง ผู้คนและความร้อนหนาว งานเสก็ตช์ที่ได้แต่ละครั้ง มีความหมายมากกว่าแค่รูปวาดที่เห็น งานที่ได้ในบั้นปลายของแต่ละครั้ง เป็นความพูมใจที่ผู้วาดยินดีแบ่งปันให้ทุกท่านได้ชื่นชม, ตามอัธยาศัย แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัส ประสบการณ์ที่ได้ซึมซับก่อนจะจบรูปวาดนั้นๆ ย่อมฝังลึกในใจของผู้วาดเอง ที่ไม่อาจแบ่งปันให้ได้ ถึงแม้จะยินดีหยิบยื่นให้ก็ตาม ทางเดียวที่จะร่วมรับรู้ไมตรีจิตความเป็นมิตรของผู้คนบนถนนสายนั้นๆ กลิ่นอายความเป็นตัวตนของถิ่นที่นั้นๆ ความรู้สึกแทบจับต้องได้ของรั้วบ้าน กำแพงวัด ฟากคลอง ท่าน้ำ โคนไม้ใหญ่ ทางเดียวที่จะเรียนรู้สิ่งที่อาจไม่เคยนำพามาก่อนในชีวิตประจำวันเหล่านั้น คือการออกเดินสัมผัสด้วยตนเอง พร้อมสมุดหรือกระดาษวาดในมือ

ส่วนหนึ่งของชุมชนกุดีจีน และมัสยิดกุดีขาว มัสยิดอิสลามแห่งเดียวในรูปลักษณ์ของวัดไทย


ผู้รักสนใจการวาดรูปนอกสถานที่กลุ่มเล็กๆนี้ประกอบด้วย อ.ชาคริดา นุกูลกิจ คูณปราโมทย์ กิจจำนงพันธุ์ คุณตะวัน จันทราสกาววงศ์ อ.พิบูลย์ มังกร และคุณอัสนี ทัศนเรืองรอง ได้เริ่มกิจกรรมซึ่งต่อมาได้พัฒนาจนเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นในนามของ "บางกอกเสก็ตเชอร์" อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าการรวมตัวเป็นกลุ่มที่ชัดเจนเกิดขึ้นในการออกเสก็ตช์ครั้งต่อไปย่านบางรักและวัดยานนาวา

Friday, March 18, 2011

ความเป็นมา 1: ร้านริมน้ำ ท่าเตียน

ในเมืองไทยอันอุดมหลากหลายไปด้วยศิลปินทุกประเภทและเผ่าพันธุ์ อัสนี และ ปราโมทย์ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอย่างฉาบฉวยจากเพื่อนคนหนึ่งที่เห็นว่าทั้งสองเป็นผู้สนใจในการวาดรูป(สีน้ำ)คล้ายกัน หลังการแนะนำนั้น อัสนีและปราโมทย์ก็จากกันไปอย่างฉาบฉวยพอกัน นั่นคือสันดานธรรมดาของคนกรุงเทพฯ มหานครของเมืองไทย
ราวปี 2552 อัสนีและปราโมทย์พบกันอีกในหลายวาระต่อมาในแวดวงของผู้สนใจการวาดรูป จากกิจกรรมการนิทรรศการต่างๆในกรุงเทพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้ความเคลื่อนไหว"ศิลปะตามอัธยาศัย"ของอ.ศาสตราจารย์พิเศษ อารี สุทธิพันธุ์ ผู้เป็นอาจารย์ศิลปของปราโมทย์(การศึกษา, มศว)และผู้ที่อัสนีเพิ่งได้มีโอกาสพบ, รู้จักและถือเป็นครู เคารพนับถือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
การเริ่มต้นของกลุ่มบางกอกเสก็ตเชอร์คงเป็นไปตามธรรมชาติที่ไม่ได้อาศัยการตระเตรียมมาก่อน จากการพบปะบางครั้งหลายคราว ด้วยการปะหน้าชนหลังข้างๆอาจารย์อารีและกลุ่ม ศิลปตามอัธยาศัย ตามวัดบ้าง ริมทางบ้าง จนวันหนึ่ง อัสนีและปราโมทย์ก็นัดกันไปเสก็ตช์เพื่อร่วมในวัน World SketchCrawl Day ครั้งที่ 25 โดยมีอาจารย์ อาย (ชาคริดา นุกูลกิจ) และ น้อย (อ.พิบูลย์ มังกร) ที่ท่าเตียน นี่เอง

อย่างไรก็ตาม แม้นการนั่งวาดร่วมกันบนโต๊ะกาแฟร้านอาหารริมน้ำ ที่ท่าน้ำท่าเตียน ตรงข้ามวัดอรุณฯ จะยังไม่เป็นการเกิดของกลุ่ม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง


อาจารย์อาย ปราไมทย์และอัสนี ที่ร้านอาหาร"ริมน้ำ" ท่าเตียน เยื้องวัดอรุณ
สมุดเสก็ตช์ กาแฟ และมิตรภาพ ดูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลุ่มในเวลาต่อมา
อาจารย์พิบูลย์ มังกร มาร่วมเสก็ตช์ในช่วงบ่ายที่ชุมชนกุฎีจีน

กิจกรรมในวันเสาร์ที่ 21 กค 2552 น่าจะถือได้ว่าเป็นประกายแรกของสิ่งที่ต่อมา ได้กลายเป็นกลุ่มผู้สนใจการวาดรูปนอกแวดวงสถาบันการเรียนการสอนศิลปะกลุ่มแรกของกรุงเทพฯที่ท่องไปตามถนน แม่น้ำ ลำคลอง ชุมชน วัด ศูนย์การค้า เพื่อบันทึกถ่ายทอดสิ่งที่เห็นและรู้สึกบนกระดาษที่ไม่จำกัดขนาดด้วยสื่อที่ไม่จำกัดชนิดและด้วยผลงานที่ไม่ได้ชื่นชมกันที่ความถูกต้องของหลักการหรือทฤษฎีใดๆ เมื่อวาดกันจนเสร็จก็แบ่งปันและอวดกันโดยเอาความสนุกสุขใจเป็นเกณฑ์วัดแทนคำว่าสวย

กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ ประกอบขึ้นด้วยบุคคลทั่วไปในหลายสายอาชีพ วัย และพื้นฐาน ที่ร่วมกันต่อมาในนามของ BANGKOK SKETCHERS