อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า การซึมซับสัมผัสชีวิต ความเป็นอยู่ อารมย์และความเป็นตัวตนของผู้คนและสถานที่ต่างๆนี้ เป็นแก่นของกิจกรรมที่ชาวบางกอกเสก็ตเชอร์คงได้ยึดถือปฏิบัติมา, จะโดยเจตนาและตั้งใจหรือไม่ก็ตาม,จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน และควรเป็นแก่นหรือใจของกลุ่มตลอดไป
การไปเยี่ยมชุมชนกุฎีจีนครั้งที่ 2 ในวันศุกร์ที่ 17 กค 2552 ประกอบด้วยปราโมทย์ อ.อาย ตะวันและอัสนี โดยเริ่มต้นที่วัดกัลยานิมิตร แล้วต่อไปที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม และมัสยิดกุฎีขาว ไปจบเอาที่วัดอรุณในตอนเย็น
อ.อายและปราโมทย์ กับกองเสก็ตช์ในศาลเจ้าแม่กวนกิม ย่านชุมชนกุฎีจีน

การออกเสก็ตช์หมายถึงการรับรู้ เห็น ได้ยินและรู้สึก ในสรรพสิ่ง ผู้คนและความร้อนหนาว งานเสก็ตช์ที่ได้แต่ละครั้ง มีความหมายมากกว่าแค่รูปวาดที่เห็น งานที่ได้ในบั้นปลายของแต่ละครั้ง เป็นความพูมใจที่ผู้วาดยินดีแบ่งปันให้ทุกท่านได้ชื่นชม, ตามอัธยาศัย แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัส ประสบการณ์ที่ได้ซึมซับก่อนจะจบรูปวาดนั้นๆ ย่อมฝังลึกในใจของผู้วาดเอง ที่ไม่อาจแบ่งปันให้ได้ ถึงแม้จะยินดีหยิบยื่นให้ก็ตาม ทางเดียวที่จะร่วมรับรู้ไมตรีจิตความเป็นมิตรของผู้คนบนถนนสายนั้นๆ กลิ่นอายความเป็นตัวตนของถิ่นที่นั้นๆ ความรู้สึกแทบจับต้องได้ของรั้วบ้าน กำแพงวัด ฟากคลอง ท่าน้ำ โคนไม้ใหญ่ ทางเดียวที่จะเรียนรู้สิ่งที่อาจไม่เคยนำพามาก่อนในชีวิตประจำวันเหล่านั้น คือการออกเดินสัมผัสด้วยตนเอง พร้อมสมุดหรือกระดาษวาดในมือ
ส่วนหนึ่งของชุมชนกุดีจีน และมัสยิดกุดีขาว มัสยิดอิสลามแห่งเดียวในรูปลักษณ์ของวัดไทย

ผู้รักสนใจการวาดรูปนอกสถานที่กลุ่มเล็กๆนี้ประกอบด้วย อ.ชาคริดา นุกูลกิจ คูณปราโมทย์ กิจจำนงพันธุ์ คุณตะวัน จันทราสกาววงศ์ อ.พิบูลย์ มังกร และคุณอัสนี ทัศนเรืองรอง ได้เริ่มกิจกรรมซึ่งต่อมาได้พัฒนาจนเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นในนามของ "บางกอกเสก็ตเชอร์" อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าการรวมตัวเป็นกลุ่มที่ชัดเจนเกิดขึ้นในการออกเสก็ตช์ครั้งต่อไปย่านบางรักและวัดยานนาวา

No comments:
Post a Comment